Archive for 2016

สัตว์ดึกดำบรรพ์ยุคน้ำแข็ง


        1 ช้างแมมมอธ อาศัยอยู่บนโลกมาตั้งแต่ 4.8 ล้านปีก่อน และสูญพันธุ์ไปเมื่อ 13,000-60,000 ปี เคยอาศัยอยู่แถบอเมริกาเหนือและยูเรเซีย น้ำหนักราว 6-8 ตัน แต่ถ้าเป็นตัวผู้ตัวใหญ่ๆ อาจหนักถึง 12 ตัน 
         ช้างแมมมอธ เป็นช้างที่อาศัยอยู่ในยุคน้ำแข็งเมื่อ 20,000 ปีก่อน แต่สูญพันธุ์ไปเพราะถูกมนุษย์ยุค หินล่า มีขนยาวปกคลุมเพื่อป้องกันความหนาวเย็น มีงายาว และโค้ง การค้นพบซากแมมมอธ สามารถนำมาศึกษาวิจัยเรื่องการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศโลก       เพราะแมมมอธเคยผ่านช่วงเวลานั้นมา พ.ศ. 2550 ได้มีการพบซากลูกช้างสูง 130 เซนติเมตร และมีน้ำหนัก 50 กิโลกรัม ใกล้กับแม่น้ำยูริเบ ในเขตปกครองตนเอง ยามาล – เนเน็ต ทางตะวันตกเฉียงเหนือของไซบีเรีย โดย ยูริ คูดี


2 เซเบอร์ทูธไทเกอร์ (Smilodon fatalis) หรือ “เสือเขี้ยวดาบ”
      สือเขี้ยวดาบ สูญพันธุ์ไปจากโลกเมื่อ 10,000 ปีก่อน สัตว์ที่อุ้มบุญและให้ไข่ได้น่าจะเป็น “แอฟริกันไลอ้อน
เสือ เขี้ยวดาบ เป็นสัตว์ดึกดำบรรพ์ อาศัยอยู่ในทวีปยุโรป แอฟริกา เอเชียและอเมริกาเหนือ ในเขตทุ่งหญ้าสเตปส์ ทุ่งหญ้าสะวันนา ทุ่งหญ้าแพร์รี่ ป่าไม้ผลัดใบและป่าดงดิบ เมื่อราว 10,000 ปีก่อน รูปร่างและขนาด ขาหน้ายาวกว่าขาหลัง หางสั้น ฟันเขี้ยวบนยาวแบนและโค้งแบบมีดดาบ ขึ้นชื่อว่าจู่โจมดุเดือด และฉีกกระชากเหยื่อด้วยฟันที่แหลมคมได้ฉับไว
           นัก วิจัยใช้คอมพิวเตอร์จำลองแบบฟันกราม กล้ามเนื้อ และกะโหลกของเสือเขี้ยวดาบ เปรียบเทียบกับสิงโตสมัยใหม่ พบว่า เสือเขี้ยวดาบไม่ได้มีกรามที่แข็งแรงอะไรนักหนา
มันจะเข้าตะครุบเหยื่อ และใช้ฟันเขี้ยวงับเข้าที่หลอดลมของเหยื่อเท่านั้นเอง ไม่ต่างจากเสือ และสิงโตสมัยใหม่

 3 มนุษย์นีแอนเดอร์ทัล  
       สูญพันธุ์ไปเมื่อ 25,000 ปีก่อน มนุษย์ นีแอนเดอร์ทัล (Neanderthal man) แต่ไม่ใช่ในความหมายเปลี่ยนไม่ได้เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 2-3 แสนปีมาแล้วที่ปรากฏมนุษย์ที่คล้ายกับมนุษย์ใหม่ ชนิดแรกที่เป็นชนิดมนุษย์แบบเดียวกับเราก็คือมนุษย์นีแอนเดอร์ทัล  ไม่ว่ามนุษย์นีแอนเดอร์ทัลได้เป็น สปีชี่ย่อย(subspecies) ของ Homo sapiens (Homo neanderthalensis) หรือ เป็นสปีซีที่แยกออกไปต่างหาก (Homo neanderthalensis) เป็นเรื่องที่ยังถกเถียงกันอยู่บ้าง สิ่งที่ชัดเจนก็คือเมื่อประมาณแสนปีมาแล้ว ยุโรปและเอเซียมีผลเมืองในรูปของชนเผ่าคล้ายคลึงกับพวกเรามากมีส่วนที่เข้าใจมโนทัศน์ผิดกันทั่วไปเกี่ยวกับมนุษย์นีแอนเดอร์ทัล ที่ติดตัวเป็นภาพของมนุษย์นีแอนเดอร์ทัล เช่นการเดินไม่มั่นคง ร่างใหญ่น้ำหนักมาก ผิวร่องรอยตะปุ่มตะป่ำ มีปัญญาน้อย  ที่จริงแล้วมนุษย์นีแอนเดอร์ทัลมีสมองใหญ่กว่า homo sapiens สมัยใหม่เสียอีก อาการเดินที่ไม่มั่นคงดังอธิบายนั่นอาจมาจากการวิเคราะห์โครงกระดูกที่ค้นพบ เป็นโครงกระดูกเป็นของชายที่เจ็บป่วยจากการเป็นโรคไขข้อที่รุนแรง และต่อมาทำให้หลังโคงงอ  การรื้อฟื้นเกี่ยวกับมนุษย์นีแอนเดอร์ทัลนั้นถ้ามี จริงอาจจะเป็นบางคนที่ เดินปะปนอยู่ตามที่ต่างๆ ที่ไม่สามารถสังเกตความแตกต่างได้    นอกจากนี้มนุษย์นีแอนเดอร์ทัลมี ความก้าวหน้าที่มีการนับถือศาสนา ซึ่งพวกเขาได้ฝังผู้ตาย และตลอดช่วงการมีชีวิต ได้มีการทำเครื่องหอม และเครื่องไม้เครื่องมือที่เกี่ยวข้องกับอารยธรรมของมนุษย์
  

ชอร์ตเฟซแบร์ (Arctodus simus) หรือ “หมีหน้าสั้น”
     หมีหน้าสั้น สูญพันธุ์เมื่อประมาณ 11,000 ปี มันสูงกว่าหมีขั้วโลกเมื่อยืนเทียบกันถึง 1 ใน 3 น้ำหนักราว 1,000 กิโลกรัม

5 เสือทัสมาเนีย (Thylacinus cynocephalus) 

      เสือทัสมาเนีย  สูญ พันธุ์ไปเมื่อค.ศ. 1936 หรือประมาณ 70 ปีก่อน ตัวสุดท้ายของโลกที่ตายชื่อ “เบนจามิน” อยู่ที่สวนสัตว์เมืองโฮบาร์ต บนเกาะทัสมาเนีย ประเทศออสเตรเลีย 
       เสือทัสมาเนีย  (Tasmanian Tiger) หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า หมาป่าทัสมาเนีย หรือ (Tasmanian Wolf) ส่วนอีกชื่อหนึ่งนั้น ตามชื่อวิทยาศาสตร์เรียกว่า Thylacine เสือตัวที่ว่านี้ทำให้โลกหันมาสนใจ เพราะเป็นสัตว์กินเนื้อที่หายากจนนักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่ ลงความเห็นว่าสูญพันธุ์หมดไปจากโลกนี้แล้ว แต่ก็มีข่าวคราวว่าพบเสือทัสมาเนียนี้กันบ่อยครั้ง ก็ไม่ทราบว่าจริงหรือเท็จ เพราะไม่มีภาพถ่ายที่ยืนยันการพบปะกับเสือที่ว่านี้ได้ (ใครจะไปคิดว่าจะเจอหรือพกกล้องติดตัวไปด้วยตลอดเวลา) แต่ก็มีหลักฐานมากมายว่ามีการพบเสือที่ว่านี้บ่อยครั้งขึ้น หลายคนภาวนาให้เป็นอย่างนั้น เมื่อ พ.ศ.2538 มีเจ้าหน้าที่สวนสัตว์ของทัสมาเนียผู้หนึ่งพบร่องรอยของเสือชนิดนี้ ทางตะวันออกของทัสมาเนีย นับเป็นการค้นพบครั้งสำคัญก็ว่าได้เสือ ตัวที่ว่านี้มีลักษณะคล้ายๆกับสุนัขในบ้านเรา แต่มีฟันหน้าที่แหลมคม นอกจากนั้นลำตัวและหางของเสือประเภทนี้มีลักษณะคล้ายๆกับจิงโจ้ บางครั้งมันยืนด้วยสองขาหลังเหมือนจิงโจ้ด้วย เสือทัสมาเนียที่ชาวออสเตเลียเคยเห็นเป็นขนปุยลายทางสีน้ำตาลอ่อน มีสีดำสลับที่สันหลังค่อนไปทางก้น 
เล่า กันว่าเสือประเภทนี้โดยนิสัย ไม่ค่อยวิ่ง เนื่องจากไม่ใช่สัตว์ประเภทวิ่งเร็วเหมือนกับสัตว์กินเนื้ออื่นๆ การจับเหยื่อของมันเป็นอาหาร ก็ไม่ต้องวิ่งไล่ล่าเหยื่อเหมือนเสืออื่นๆ แต่มันจะค่อยๆทำให้เหยื่อเหนื่อยหรืออ่อนล้า โดยการตามไปเรื่อยๆ ก่อนจะจับกินเป็นอาหาร โดยเสือทัสมาเนียอย่างที่ว่านี้จะชอบกินอวัยวะของเหยื่อสัตว์ต่างๆ ตั้งแต่สัตว์ใหญ่อย่าง วอลลาบี จิงโจ้ ไปจนถึงแบนดีคู้ต หนู และนก ของโปรดจากอวัยวะของสัตว์เหล่านั้นได้แก่ คอ จมูก ตัว และไต หลายคนสงสัยว่าเสือที่ว่าเห่าหอนอะไรบ้างหรือเปล่า นักสัตวศาสตร์ก็บอกว่ามันไม่ค่อยเห่าหอนเท่าไหร่นัก แต่ก็มีบ้างในบางครั้ง


6 กลิปโทดอน (Doedicurus clavicaudatus) 
     กลิปโทดอน เป็นตัวอมาดิลโลที่มีขนาดพอๆ กับรถโฟล์กเต่า สูญพันธุ์ไปจากโลกราว 11,000 ปี ครั้งหนึ่งเคยอาศัยอยู่แถบอเมริกาใต้สังเกตที่ช่วงหางจะเป็นอาวุธสามารถใช้โจมตีศัตรูได้ สัตว์ประเภทนี้มักจะอาศัยอยู่กันเป็นกลุ่มเป็นฝูง

วูลลี่ ไรโนเซอรัส (Coelodonta antiquitatis) หรือ “แรดขน”
      แรดขน สูญพันธุ์ไปราว 10,000 ปี ลำตัวยาวประมาณ 3.7 เมตร นอยาว 1 เมตร เคยอยู่แถวยุโรปเหนือและไซบีเรีย แรด ขน ตัวยาว 5 เมตร เคยมีชีวิตอยู่เมื่อ 6,000 – 9,000 ปีมาแล้ว เป็นสัตว์ดุร้าย กินหญ้าเป็นอาหาร แรดชนิดนี้คนสมัยโบราณเคยวาดไว้ตามผนังถ้ำ  

 โดโด้ (Raphus cucullatus)
     เป็น ญาติของนกพิราบและนกนางนวล สูญพันธุ์ไปเมื่อ ค.ศ. 1690 สูงประมาณ 1 เมตร น้ำหนัก 20 กิโลกรัม เคยอยู่แถบมอริเชียสหรือมหาสมุทรอินเดีย     โดโด้ (dodo) เป็นนกท้องถิ่นที่พบได้เฉพาะบนหมู่เกาะมอริเซียสในมหาสมุทรอินเดียมันเป็นนก ที่บินไม่ได้อยู่ในตระกูลเดียวกับนกพิราบ มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Raphus cucullatus

9ไจแอนต์กราวด์สล็อธ (Megatherium americanum)
   หรือ “หมีสล็อธดินยักษ์” สูญพันธุ์ไปราว 8,000 ปี ระดับดีเอ็นเอที่รักษาไว้ได้คือ 2/5 “หมีสล็อธดินยักษ์” เมื่อยืนแล้วจะสูงประมาณ 6 เมตร น้ำหนัก 4 ตัน เทียบลักษณะโครงกระดูกของ Megatherium americanum

10 โมอา (Dinornis robustus)
     เป็น นกมีลักษณะคล้ายกับนกกระจอกเทศ พบดีเอ็นเอมากในนิวซีแลนด์ ถ้ายืนมันจะสูงประมาณ 3.6 เมตร สูญพันธุ์ไปเมื่อราว ค.ศ. 1500 คาดว่าถูกล่าโดยชาวเมารี  โครงกระดูกของนกโมอาที่พบ แสดงให้โลกเห็นวาระสุดท้ายแห่งชีวิตของมันว่า มันได้วิ่งมาตกอยู่ในหล่มโคลน และถูกนกอินทรีจิกกัดจนตาย เพราะกระดูกส่วนหัวและคอของมันได้หายไป จากนั้นซากศพของมันก็ถูกโคลนดูด จนจมลึกลงไปในดิน นักชีววิทยาทุกวันนี้สนใจศึกษาสาเหตุที่ทำให้นกโมอาสูญพันธุ์มาก เพราะการรู้สาเหตุที่แท้จริงของการสูญพันธุ์จะทำให้งาน อนุรักษ์สัตว์อื่นๆ ที่กำลังจะสูญพันธุ์สามารถดำเนินไปได้อย่างถูกต้องและราบรื่นด้วย

11 ไอริชเอลก์ (Megaloceros giganteus)
     มีลักษณะคล้ายกวาง สูญพันธุ์ไปเมื่อ 7,700 ปี 

 โครงกระดูกของ ไอริชเอลก์  ที่ถูกเก็บรักษาไว้


12  วัวทะเลพันธุ์สเตลเลอร์
       ตัวยาว 10 เมตร ซึ่งค้นพบในปี ค.ศ.1741 และถูกมนุษย์ล้างผลาญเป็นอาหารหมดสิ้นในปี ค.ศ.1768

13  กระทิงขนยาว 
          
ถิ่นกำเนิด : อยู่ในที่ราบของอเมริกา เมื่อ11,000ปีมาแล้ว ซึ่งอยู่ในช่วง*ยุคมิคสัญญี*  ลักษณะ : ตัวสูง1.5ถึง2.5เมตร นิสัยดุร้ายกว่ากระทิงยุคปัจจุบันมาก มีโหนกตรงส่วนหลัง เขายาวถึง2เมตร สาเหตุ ของการสูญพันธ์ : เนื่องจากมนุษย์ต้องการขนของมันมาเป็นเครื่องนุ่งห่มและเขาของมันยังเป็น เครื่องประดับชั้นยอด ผนวกกับการสิ้นสุดของยุคน้ำแข็งจึงทำให้!ชนิดนี้สูญพันธ์ไปโดยไร้ร่องรอ

14  สัตว์พันธุ์ครึ่งม้าลายครึ่งลา
          ซึ่งเคยมีในประเทศอาฟริกาใต้ เมื่อทศวรรษ 1860 ถูกตามล่ากวาดล้างให้สิ้นซากเพื่อขายทอดตลาดด จนสูญพันธุ์แค่กลางปี 1880 เท่านั้น

15  ก๊อตซิลล่า
        อสูร กายทะเลใหญ่ยักษ์สุดๆ ยาวได้ถึง 15 เมตร เฉพาะครีบก็ยาวถึง 3 เมตร ใช้ขากรรไกรขบรถเก๋งให้ขาดครึ่งได้สบาย ระบุสัตว์ดึกดำบรรพ์ยุคจูราสสิคนี้เป็นสัตว์เลื้อยคลานทางทะเลใหญ่ที่สุด เท่าที่เคยค้นพบมีการค้นซากโบราณของจระเข้ขนาดใหญ่ซึ่งได้รับการขนานนามว่า “ก๊อดซิลลา”ครับ
จระเข้ โบราณนี้มีลักษณะและขนาดที่ต่างไปจากจระเข้ในยุคปัจจุบัน แต่มีลักษณะคล้ายไดโนเสาร์ คือ มีส่วนโครงสร้างด้านหน้าบริเวณจมูกและปาก ในลักษณะที่ยื่นออกมา และมีฟันเป็นหยักๆ คล้ายฟันเลื่อย ซากนี้พบในบริเวณที่ราบสูง พาทาโกเนีย จระเข้ดังกล่าวเคยครองมหาสมุทรของโลกเมื่อประมาณ 140 ล้านปีมาแล้ว

ตัวนี้เป็นจระเข้ประหลาด น้ำทะเล นามก๊อตซิลล่า 

16 ปลาซีลาคานท์
           ผู้ที่สนใจในเรื่องราวเกี่ยวกับสัตว์ดึกดำบรรพ์ สัตว์ปริศนา คงจะรู้จักกันเป็นอย่างดี เกี่ยวกับเจ้าปลาตัวนี้ ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ติดตามหรือสนใจเรื่องราวเกี่ยวกับสัตว์ดึกดำบรรพ์ สักเท่าไรก็คงจะพอคุ้นหูกันอยู่ถ้าได้ยินชื่อปลาตัวนี้ นั่นคือ ปลาซีลาคานท์
         สำหรับ ปลาซีลาคานท์นั้น ก่อนที่มีจะรายงานการค้น พบอย่างเป็นทางการ ก็ถูกจัดให้เป็นสัตว์ที่สูญพันธุ์ไปพร้อมๆกับสัตว์ยักษ์ใหญ่ ไดโนเสาร์

          ปลาซีลาคานท์ เป็นสัตว์เพียงไม่กี่ชนิด ที่รูปร่างของมันแทบจะไม่ได้เปลี่ยนแปลงเลยในระยะเวลานับหลายร้อยล้านปี รูปร่างของมันทุกวันนี้เหมือนกับเมื่อ 140 ล้านปีก่อนทุกประการ ความคุ้นเคยกับฟอสซิลของมันที่ สมิธพบในเหมืองที่ประเทศเยอรมนีตอนใต้ ทำให้สามารถบอกได้ทันทีว่านั่นคือ  ปลาซีลาคานท์





























































สัตว์ดึกดำบรรพ์ที่ยังมีชีวิตอยู่

1 Goblin shark
 Goblin shark หรือ ฉลามก็อบลิน มีชีวิตตั้งแต่สมัย 124 – 112 ล้านปีก่อน อาศัยอยู่ในทะเลน้ำลึกแถบมหาสมุทรแปซิฟิคตอนใต้

ไล่ไปจนถึงมหาสมุทรแอตแลนติคและมหาสมุทรอินเดียตอนใต้ พบครั้งแรกที่ประเทศญี่ปุ่น ลักษณะของมัน คือ เหมือนฉลามทั่วๆ ไป
แต่จะมีครีบที่ค่อนข้างมาก แต่ส่วนที่เห็นได้ชัดเลยว่าแตกต่างไปจากฉลามตัวอื่น คือ เป็นส่วนที่ยื่นออกมาจากหน้าผากมัน
หรือก็คือจมูกที่มีลักษณะแบนราบซึ่งจะ เป็นตัวช่วยให้ฉลามก็อบบลินหาเหยื่อได้ โดยจะมีอวัยวะที่ทำงานคล้ายเซนเซอร์ไฟฟ้าอยู่ข้างในจมูกของมัน
คอยส่งสัญญาณให้ฉลามก็อบลินรู้ว่าเหยื่ออยู่ที่ไหน แต่บางทีมันก็ใช้การดมกลิ่นแทน และปากของมันสามารถยืดออกมาได้อีกด้วย
ส่วนขนาดความยาวทั้งตัวตั้งแต่หัวถึงหางของฉลามก็อบบลินก็ยาวประมาณ 11-15 ฟุตหรือ 3.3 -4.5 เมตร





2 Giant River stingray

                Giant River stingray หรือ กระเบนราหู มีชีวิตมาตั้งแต่สมัยยุคจูราสสิค หรือประมาณ 100 ล้านปีก่อน กระเบนนั้น เป็นสัตว์น้ำที่อาศัยอยู่ในตะกอนใต้น้ำ ซึ่งดูภายนอกแล้ว ไม่มีพิษมีภัยซักเท่าไหร่ แต่ถ้าหากไปแหย่มันละก็ มันจะใช้หางพิษแทงเข้าที่ตัวเหยื่อ ซึ่งร้อยทั้งร้อย ตายชัวร์ และกระเบนน้ำจืดยักษ์ขนาดที่ใหญ่ที่สุดที่เคยวัดได้ มีขนาดถึง 4.3 เมตร !! ซึ่งจับได้ที่แม่น้ำบางปะกง ประเทศไทยเีรา

นี่เอง            

                                        





3 Frilled Shark
      Frilled Shark หรือ ฉลามครุย ในภาษาไทย เป็นฉลามที่มีรูปร่างเรียวยาวคล้ายปลาไหล มีผิวสีน้ำตาลหรือเทาเข้ม 
มีซี่กรองเหงือก 6 คู่ และพู่กางออกเหมือนซาลาแมนเดอร์บางชนิด ทำให้ดูแลเหมือนครุย ปากกว้างเลยตำแหน่งของตา ภายในปากมีฟันที่แตกเป็นดอกแหลม ๆ 3 แฉก ซึ่งแต่ก่อนนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า ปลาฉลามสายพันธุ์นี้เคยสูญพันธ์ไปเมื่อยุคครีเตเซียส หรือประมาณ 95 ล้านปีก่อนแต่ในเดือน มกราคม ค.ศ. 2007 ปลาฉลามชนิดนี้ก็ถูกชาวประมงชาวญี่ปุ่นจับตัวได้ที่ชายฝั่งใกล้สวนน้ำอะวาชิมา ในเมืองชิซุโอกะทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ของกรุงโตเกียว ซึ่ง สาเหตุที่จับได้นั้น เนื่องจากมันทนสภาวะที่ระดับอุณหภูมิในน้ำสูงขึ้นไม่ไหว จึงลอยมาเกยตื้นและตายไปในที่สุด ดังนั้น นักวิทยาศาสตร์จึงสรุปได้ว่า ปลาฉลามครุยนั้นเป็นซากดึกดำบรรพ์ที่ยังมีชีวิตในโลกปัจจุบันนี้ 


 Alligator Gar
           ปลาปากจระเข้เป็นสิ่งมีชีวิตที่อาศัยเมื่อประมาณ 100 ล้านปีก่อน โดยปลาปากจระเข้เป็นปลาพื้นเมืองของสหรัฐอเมริกา แถบฟลอริดาและแถบลุ่มแม่น้ำมิซิซิปปี้ เป็นปลาที่ใหญ่ที่สุดในกลุ่มปลาการ์ ลักษณะของมันคือ มีปากคล้ายกับจระเข้รูปร่างกลมยาว ภายในปากมีฟันแหลมคม 2 แถว ตากลมสีดำ บริเวณลำตัวจรดหางคล้ายปลา มีครีบเล็กใต้ท้อง 2 ครีบคู่ ใต้ท้องสีขาว ที่บริเวณปลายหาง ใกล้หางมีครีบใหญ่อีก 2 ครีบ 
ขนาดเมื่อโตเต็มวัยประมาณ 350 เซนติเมตร น้ำหนักประมาณ 127 กิโลกรัม

5: Giant Chinese Salamander
    สำหรับ ซาลามานเดอร์ยักษ์จีน ที่กลบกระแสแพนด้าเพื่อนร่วมประเทศไปได้มาก โดย ซาลามานเดอร์ชนิดนี้มีชีวิตมาตั้งแต่ 30 ล้านปีก่อน และยังเป็นซาลามานเดอร์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก (อันดับที่สองคือซาลามานเดอร์ยักษ์ญี่ปุ่น) โดยมีความยาวได้ถึง 180 ซม. รูปร่างภายนอก จะมีลักษณะตัวที่ใหญ่ หัวแบน ปากกว้าง ลิ้นใหญ่ หางยาวและมีขนาดถึง 60 เปอร์เซ็นต์ของความยาวทั้งตัว ผิวหนังจะมีลักษณะขรุขระ มีรอยย่นมากมาย และมีปุ่มๆทั่วทั้งตัว มีตั้งแต่สีน้ำตาลเข้ม สีดำไปจนกระทั่งสีเขียว ขนาดโดยทั่วไปยาวประมาณ 1 เมตร น้ำหนักประมาณ 25-30 กิโลกรัม และมีอายุได้ถึง 50 ปี

6: Triops
      Triops หรือ กุ้งไดโนเสาร์ หรือ กุ้งโบราณ (แล้วแต่จะเรียก) เป็นสัตว์ดึกดำบรรพ์ เกิดในยุคไทรแอสสิก 
หรือเมื่อ 200 ล้านปีที่แล้ว ถูกยกให้เป็นฟอสซิลมีชีวิต ไม่มีกระดูกสันหลัง อาศัยในน้ำจืด มีขนาดเล็ก ขนาดตัวประมาณ 1-3 นิ้ว ลักษณะลำตัวเป็นแท่งยาว แบ่งเป็นปล้องๆ บริเวณหัวเป็นช้างน้อย มีลักษณะแบนปกคลุม 2 ใน 3 ส่วนของช่องอก มี 3 ตา มีขามากถึง 35-71 คู่ รูปร่างคล้ายแมงดาทะเล ไม่มีกระดูกสันหลัง จัดอยู่ประเภทเดียวกับสัตว์น้ำจืดที่มีเปลือกแข็งจำพวกกุ้งหรือปู สัตว์โบราณชนิดนี้มีทีเดียว 2 เพศ สามารถผสมพันธุ์ได้ในตัวเองแต่พบไม่บ่อย ส่วนใหญ่เป็นเพศผู้ หรือเพศเมีย อย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งกุ้งไดโนเสาร์ตัวเมียจะใช้ขาสร้างถุงใส่ไข่ ดังนั้นไข่จะถูกหุ้มด้วยเปลือก ทั้งนี้เพื่อรักษาตัวอ่อนให้มีชีวิตอยู่ได้ภายใต้สภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้อต่อการฟักตัว เช่น ร้อนจัด หนาวจัด ไข่จะถูกฟักเป็นตัวต่อเมื่อไข่แห้งเต็มที่ แล้วกลับมาเปียกน้ำอีกครั้งในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ตรงนี้เป็นสาเหตุว่าทำไม ตระกูลมันจึงอยู่รอดได้มาจวบจนทุกวันนี้ ปัจจุบันมีประเทศต่างๆกำลังนิยมเลี้ยงกุ้งไดโนเสาร์ รวมถึงประเทศไทยด้วย

 Lamprey
     ปลาแลมเพรย์นั้น ต้นตระกูลเดิมคือ ออสตราโคเดิร์ม ( Ostracoderm) ซึ่งสูญพันธ์ไปแล้วในปัจจุบัน ฟอสซิลที่ถูกค้นพบครั้งล่าสุด พบว่า มีอายุกว่า 500 ล้านปีมาแล้ว เป็นปลาที่ถูกจัดว่าไม่มีขากรรไกร ลักษณะคล้ายปลาไหล ลำตัวด้านหลังมักจะเป็นสีดำ มีครีบหลังและครีบหาง แต่ไม่มีครีบคู่ ไม่มีเกล็ด ปากจะอยู่ค่อนลงมาทางด้านท้อง มีลักษณะเป็นวงกลมใช้สำหรับดูด มีฟันแหลมคมจำนวนมากอยู่ในอุ้งปาก จมูกมี 1 รูซึ่งอยู่กึ่งกลางด้านบนของหัว มีตา 1 คู่ ถุงเหงือก 7 ถุง และมีช่องเหงือก 7 ช่อง โครงร่างเป็นกระดูกอ่อนและเส้นใย เส้นประสาทหลัง มีการพัฒนาเป็นสมองซึ่งมีเส้นประสาทสมอง 8-10 คู่ ทางเดินอาหารไม่มีกระเพาะอาหาร ส่วนลำไส้บิดเป็นเกลียว มีลักษณะเพศแยกออกเป็นเพศผู้และเพศเมียชัดเจนปลาแลมเพรย์แบ่งเป็น 2 ประเภทคือ แบบธรรมดา กับ แบบปรสิต แบบธรรมดานั้น จะอาศัยอยู่ตามลำธาร ช่วงชีวิตส่วนใหญ่จะเป็นระยะตัวอ่อนที่กินอาหารแบบกรอง ตัวเต็มวัยมีชีวิตอยู่ 3-4 สัปดาห์ โดยไม่กินอาหารเนื่องจากทางเดินอาหารสลายตัว เหลือเพียงสายของเนื้อเยื้อที่ไม่มีหน้าที่การทำงานและจะตายไปหลังวางไข่ ส่วนแบบปรสิต จะมีปากคล้ายแว่นดูดและมีอุ้งปาก คล้ายถ้วยลึกลงไปในอุ้งปาก และลิ้นมีฟันที่เจริญดีอยู่ มันจะใช้ปากเกาะเหยื่อและใช้ฟันและลิ้นครูดเอาเนื้อออกและให้เลือดของเหยื่อไหลผ่านได้สะดวก ปลาแลมป์เพรย์จะสร้างสารป้องกันการตกตะกอนของเลือดส่งไปที่ปากแผล เมื่อดูดเลือดของเหยื่อจนตัวเหยื่อแห้งก็จะปล่อยแล้วหาเหยื่อใหม่